วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ทุกคนไปทำความรู้จักกับ นกแก้ว (Parrot) นกแก้วเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และเป็นสัตว์ที่ทางราชการอนุญาตให้ประชาชนเพาะเลี้ยงได้

และสำหรับวันนี้เราจะพาทุกคนไปเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของนกแก้วแบบละเอียด เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาพฤติกรรมดังกล่าว นำมาเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญ เพื่อสำหรับการศึกษาถึงการเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์

นกแก้ว (Parrot)

ลักษณะทั่วไปของ นกแก้ว (Parrot)

นกแก้ว (Parrot) เป็นนกสวยงามที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดในบรรดานกสวยงามทั้งหลาย เนื่องจาก ขนลำตัวมีสีสันสวยงาม สีขนฉูดฉาด มีหลายสี อีกทั้ง เป็นนกที่เลี้ยงง่าย และมีอายุยืนยาว รวมถึงบางชนิดส่งเสียงร้องเป็นเพลง

และมีความเฉลียวฉลาด นกแก้วเป็นนกที่มีขนาดตั้งแต่เล็กมากจนถึงใหญ่มาก คือมีความยาววัดจากปลายจะงอยปากถึงปลายหางระหว่าง 7- 100 เซนติเมตร ลักษณะที่เด่นมากของนกในอันดับนี้

คือ ลักษณะของจะงอยปากและตีน โดยมีจะงอยปากแบบปากขอ มีความแข็งแรงมาก ใช้สำหรับกะเทาะผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง ขากรรไกรบนใหญ่และโค้งลงรับพอดีกับขากรรไกรล่างที่มีขนาดเล็กกว่าและโค้งขึ้น โดยขากรรไกรบนเชื่อมกับกะโหลกด้วยเนื้อเยื่อพิเศษทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้มาก

ตีนนกแก้วมีนิ้วข้างละ 4 นิ้ว ประกอบด้วยนิ้วที่ 1 และนิ้วที่ 4 ชี้ตรงไปข้างหลัง แต่นิ้วที่ 4 สามารถหมุนกลับไปข้างหน้าเพื่อให้จับกับกิ่งไม้ได้ดีขึ้น และนิ้วที่ 2 และ 3 เรียงชิดกัน และชี้ตรงไปข้างหน้า

ลักษณะอื่นๆ ของนกแก้ว คือ โคนของขากรรไกรบนมีหนังจมูกปกคลุมทับรูจมูก รูจมูกไม่ทะลุถึงกัน หัวกว้างและค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ลิ้นหนาและเคลื่อนไหวได้ดีลำตัวค่อนข้างป้อมปกคลุมด้วยขนหนาแน่น

มีขนอุยแป้งกระจายทั่วไปบนลำตัวแข้ง สั้นปกคลุมด้วยเกล็ดแบบร่างแห นกทั้งสองเพศมักมีลักษณะภายนอกคล้ายกันมากจนไม่สามารถระบุเพศโดยการดูจากลักษณะภายนอก มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีลักษณะภายนอกของทั้งสองเพศแตกต่างกันมากจนสังเกตได้ชัด

ลักษณะ นกแก้ว

อาหารของนกแก้ว

นกเกือบทุกชนิดในอันดับนกแก้วอาศัยและหากินอยู่บนต้นไม้ กินผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง ลูกไม้ น้ำหวาน และเกสรจากดอกไม้ รวมทั้งพืชผลทางการเกษตร อาจกินแมลงบ้างเป็นบางครั้ง หรือบางชนิดก็กินซากสัตว์ด้วย บินได้รวดเร็ว มักอยู่รวมกันเป็นฝูง ตั้งแต่เป็นครอบครัวไปจนถึงนับร้อยตัว ส่งเสียงร้องแหลม และดัง เป็นเสียงร้องที่ไม่เป็นเพลง มีเพียงบางชนิดที่ร้องเป็นทำนองเพลง

อุปนิสัย

ตามธรรมชาติ นกแก้วโม่งมักอยู่เป็นฝูงหรือกลุ่มเล็กๆ นกแก้วโม่งอาศัยอยู่ในป่าผลัดใบ พื้นที่เกษตรกรรม สวนหย่อม สวนสาธารณะ สวนมะพร้าว และพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่รอบเมืองและหมู่บ้าน พบนกแก้วโม่งในบริเวณคลองชลประทานเก่าในเขตทะเลทรายซึ่งไม้ยืนต้นและพืชขึ้น นกแก้วโม่งพบได้ทั่วไปในเขตเมืองบางแห่ง อาจพบฝูงขนาดใหญ่หลายร้อยตัวถึงหลายพันตัวเกาะนอนรวมกันบนต้นไม้

ช่วงนอกฤดูสืบพันธุ์นกแก้วโม่งทั้งหมดในพื้นที่จะมาเกาะนอนรวมกันในบริเวณเดียวกันเมื่อถึงเวลาเช้านกแก้วโม่งเกือบทั้งหมดจะส่งเสียงแหลมประสานกัน ก่อนจะบินออกไปหากินซึ่งบางครั้งอาจไกลออกไปหลายไมล์

ขณะบินนกแก้วโม่งจะบินเป็นกลุ่มชิดกันและบินค่อนข้างสูงมาก รูปร่างที่เพรียวยาวและหางที่เรียวยาวทำให้รูปร่างของมันดูเพรียวยาวเมื่อบินอยู่บนท้องฟ้ากระพือปีกเป็นจังหวะเร็ว บินเป็นเส้นตรง

นกแก้วไทย

การสืบพันธุ์

ฤดูสืบพันธุ์ของนกแก้วอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ทำรังในโพรงของต้นไม้ น้อยครั้งที่จะพบว่าทำรังในรอยแยกของปล่องไฟหรือกำแพงหรือใต้หลังคา มักขุดโพรงเอง โดยเป็นต้นปาล์มหรือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีเนื้ออ่อน เช่น งิ้วป่า โดยนกเพศเมียมีพฤติกรรมการจิกใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง และเปลือกไม้แห้งไปใส่ไว้ในรัง

บางครั้งพบว่ามีนกหลายคู่ขุดโพรงทำรังอยู่บนต้นไม้เดียวกัน นอกจากนี้ยังใช้โพรงเก่าของนกโพระดก และนกหัวขวานด้วย โดยนกแก้วโม่งมักขยายขนาดโพรงให้ใหญ่ขึ้นนกแก้วโม่งวางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง

บนชั้นของผงไม้ผุ ไข่มีรูปร่างกลมรี ท้ายป้านเล็กน้อย เปลือกไข่มีสีขาว และเป็นมันเล็กน้อย ความยาว 3.0-3.6 เซนติเมตร ความกว้าง 2.40-2.80 เซนติเมตร ใช้เวลาในการฟักไข่ระหว่าง 21-28 วัน

โดยการฟักอาจเริ่มฟักตั้งแต่วางไข่ฟองแรกหรือหลังจากวางไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ทั้งนี้ นกเพศเมียเท่านั้นที่ทำหน้าที่ฟักไข่ ลูกนกบินออกจากรังเมื่ออายุประมาณ 5-7 สัปดาห์ แต่พ่อแม่นกจะเลี้ยงดูไปอีกประมาณ 30 วัน

ลูกนกจะมีขนเหมือนนกที่โตเต็มวัย และเข้าสู่วัยเจริญพันธ์เมื่อมีอายุประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้ อายุขัยของนกแก้วโม่งอยู่ระหว่าง 7-12 ปี ถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 3 ปี

นกแก้วแท้

สถานภาพ

ประชากรของนกแก้วโม่งทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุจากการลักลอบจับลูกนกมาขายเป็นสัตว์เลี้ยง การลดลงของพื้นที่อยู่อาศัย การล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร และความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับนกแก้วโม่งซึ่งทำลายพืชผลทางการเกษตร ปัจจุบันนกแก้วโม่งถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ตาม IUCN Red list และ CITES จัดให้นกแก้วโม่งอยู่ใน CITES Appendix II ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 คือ

เป็นชนิดสัตว์ที่มีการควบคุมการค้า สามารถค้าได้ถ้าได้รับการอนุญาตจากประเทศที่ส่งออกโดยต้องไม่กระทบต่อจำนวนประชากรในธรรมชาติในประเทศไทยนกแก้วโม่งเป็นนกประจำถิ่นที่พบยากถูกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และเป็นสัตว์ที่ทางราชการอนุญาตให้ประชาชนเพาะเลี้ยงได้