นกแต้วแล้วท้องดำ เป็นหนึ่งในนกแต้วแล้ว 12 ชนิดที่พบในประเทศไทย รูปร่างอ้วนป้อม คอสั้น หัวโต หางสั้น ลำตัวยาว 22 เซนติเมตร ตัวผู้หัวสีดำ กระหม่อมและท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบฟ้า หางสีน้ำเงินอมเขียว ท้องสีเหลืองสดมีริ้วสีดำบาง ๆ พาดสลับตลอดช่วงท้อง ใต้ท้องแต้มสีดำสมชื่อ ตัวเมียกระหม่อมสีเหลืองอ่อน มีแถบดำผ่านใต้ตาลงไปถึงแก้ม ท้องสีขาว มีแถบสีน้ำตาลขวางจากอกลงไปถึงก้น

พบนกแต้วแล้วท้องดำครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2418-2420 ที่จังหวัดระนอง โดยนาย W. Davision และต่อมาในปี พ.ศ. 2422 นาย Home ประกาศว่าพบนกแต้วแล้วท้องดำที่จังหวัดภูเก็ต หลังจากนั้นจึงมีการเก็บตัวอย่างนกแต้วแล้วท้องดำมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ.2528

ได้มีการแถลงข่าวจากสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า “มีความเป็นไปได้ที่ว่านกแต้วแล้วท้องดำได้สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้ว” ทำให้นกแต้วแล้วท้องดำได้รับการจัดสถานภาพจาก IUCN Red Data Book ว่าเป็นนกที่อยู่ในสภาวะวิกฤติและยังไม่ทราบสถานภาพที่แท้จริง ปัจจุบันนกแต้วแล้วถูกจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อันดับ 7 ของโลก จากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ 6,000 ชนิด

นกแต้วแล้วท้องดำ

ลักษณะทั่วไปของ นกแต้วแล้วท้องดำ

นกชนิดนี้เป็นนกที่มีขนาดเล็ก 21-22 เซนติเมตร สวยงาม ตัวป้อม น่ารักโดยจัดเป็นนกที่สวยงาม 1 ใน 30 ของโลก ตัวเมียหัวและท้ายถอยสีน้ำตาลเหลืองมีแถบคาดตาสีดำและขนหูสีดำ คอ อก และท้อง มีสีขาวครีมอมเหลือง และมีแถบคาดสั้นสีน้ำตาลดำ ปีกหลังสีน้ำตาลแดง หางสีฟ้าอ่อน

ตัวผู้ หัวและท้ายถอยสีน้ำเงินแกมฟ้าสดใสตัดกับหน้าผากสีดำสนิท ไปจนถึงก้น ข้างลำตัวสีเหลืองและมีแถบสีน้ำตาลดำสั้นๆขวางบริเวณสีข้าง ปลายปีกแถบสีขาวจางๆ และหลังสีน้ำตาลแดง มีหางสีฟ้าอ่อน แรกเกิดนกชนิดนี้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ต้องพึ่งพาพ่อ แม่ หลังจากนั้นจะมีขนหลอดบนหัว ปี และหลัง ปากสีส้ม จนประมาณ 15 วัน

ขนหลุดออกหมดแต่สีของลูกนกจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ยังไม่สามารถแยกเพศได้

การแพร่กระจาย

ทั่วโลกพบเพียง 2 พื้นที่ คือบริเวณ ทางภาคใต้ของประเทศไทยและเทือกเขาตะนาวศรีตอนใต้ประเทศพม่า ปัจจุบันในเมืองไทยพบการกระจายของนกบริเวณที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประบางคราม กระบี่) โดยใน พ.ศ. 2547 พบ 20 คู่

นกแต้วแล้วท้องดำราคา

ถิ่นอาศัย

นกแต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ในป่าดิบที่ราบต่ำ ซึ่งมีระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบตามที่ราบ ใกล้ร่องน้ำหรือลำธารที่ชื้นแฉะ ไม่ชอบอยู่บริเวณที่มีไม้พื้นล่างขึ้นรกทึบ เขตกระจายพันธุ์อยู่ในทางใต้ของพม่าที่ติดต่อกับประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศไทยพบเพียงแห่งเดียวที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม (เขานอจู้จี้) จังหวัดกระบี่เพียงแห่งเดียว

อาหาร

นกแต้วแล้วหากินด้วยการกระโดดหาแมลงบนพื้นดินกินหรืออาจขุดไส้เดือนขึ้นมากิน บางครั้งอาจจับกบ และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กด้วย โดยเฉพาะในช่วงมีลูกอ่อน

ฤดูผสมพันธุ์

ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ออกไข่คราวละ 3-4 ฟอง นกตัวผู้จะร้องหาคู่ด้วยเสียง 2 พยางค์ เร็ว ๆ ว่า “ท-รับ” แต่ถ้าตกใจนกร้องเสียง “แต้ว แต้ว” เว้นช่วงแต่ละพยางค์ประมาณ 7-8 วินาที และอาจร้องนานเป็นชั่วโมง ส่วนเสียงที่ใช้ในการสื่อสารกันระยะใกล้จะใช้เสียงนุ่มดัง “ฮุ ฮุ”

 นกแต้วแล้วท้องดำ ความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต

ชีววิทยา

เป็นสัตว์ที่หากินบนพื้นดิน โดยกระโดอย่างคล่องแคล่วและใช้ปากจิกลงบนผิวหน้าดินและมีการพลิกใบไม้เพื่อหาอาหารนกชนิดนี้มีการร้องจับคู่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม โดยปกติจะร้อง ทริบ-ทริบ หรือวิบ-วิบ ตัวผู้มักเป็นฝ่ายร้อง เมื่อมีอันตรายเข้าทาใกล้รัศมีตัวผู้และตัวเมียจะร้องสื่อสารกัน ฮุ-ฮุก

ในระยะไม่เกิน 10-15 เมตร นกแต้วแล้วทองดำมีการสร้างรังกลมคล้ายลูกบอล โดยจากเศษกิ่งไม้มักทำรังบนต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม ออกไข่เฉลี่ย 3-4 ฟอง/รัง ฟักไข่ประมาณ 14-15 วัน ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันฟักในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนตัวเมียจะฟัก ซึ่งแม่นกจะกกอยู่ประมาณ 5 วัน

เพียงแต่จะนำเอาอาหารมาให้ เมื่อขาเริ่มแข็งจะยืดตัวออกมาที่ปากรังโดยแม่นกและพ่อนกจะเลี้ยงลูกประมาณ 14-16 วัน แต่ละตัวจะออกจากรังไม่พร้อมกัน

นิเวศวิทยา

พบอาศัยตามป่าดิบชื้นที่ราบต่ำ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 70-150 เมตร สภาพป่ามีแดดส่องพื้นรำไร อาณาเขตครอบครองของนกแต้วแล้วคาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำในรอบปี

นกแต้วแล้ว ราคาเท่าไร

สถานภาพ

เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธ์ ปัจจุบันสถานภาพของนกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. 2529 เคยพบ 44-45 คู่ แต่ในปี พ.ศ. 2540 เหลือเพียง 9 คู่เท่านั้น

ปัจจุบันคาดว่ามีอยู่ประมาณ 13-20 คู่เท่านั้น เป็นหนึ่งในสัตว์สงวน 15 ชนิดของไทย ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ไอยูซีเอ็นเคยประเมินสถานภาพไว้ว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CE) แต่จากการที่การสำรวจพบประชากรของนกชนิดนี้ในพม่ามากขึ้น ในปี 2551 จึงปรับสถานภาพให้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็น ใกล้สูญพันธุ์ (EN)

ปัจจัยคุกคาม

ภัยคุกคามหลักต่อนกแต้วแล้วท้องดำคือการบุกรุกป่าจากการทำไม้และการถากถางเพื่อทำการเกษตร การที่นกแต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ป่าที่ราบต่ำซึ่งเหมาะในการทำไร่

จึงยิ่งทำให้ถูกคุกคามได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การลักลอบจับนกมาขายก็เป็นภัยที่ร้ายแรงเช่นกัน เพราะผู้คนทางภาคใต้ของไทยนิยมการเลี้ยงนกไว้ในกรง ดังจะเห็นจากการพบบ่วงดักนกจำนวนมากวางอยู่ตามชายป่าเขานอจู้จี้

พื้นที่อยู่อาศัยถูกบุกรุกทำลายไปมาก ทำให้กระจายเป็นหย่อมๆ อัตราความสำเร็จในการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติต่ำ เนื่องจากมีศัตรูทางธรรมและยังพบปัญหาทางสภาพอากาศ และมีชาวบ้านมาใช้ประโยชน์พื้นที่ในการหาของป่า นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวหรือนักดูนกบางส่วนรบกวนซึ่งเป็นผลกระทบต่อการดำรงชีวิต