วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ “นกเงือก” (Hornbill) นกเงือกมีรูปร่างหน้าตาที่โบราณที่ถือกำเนิดมาไม่น้อยกว่า 50 ล้านปี ไม่มีสีสันสะดุดตา ขนมักมีสีดำ-ขาว บางชนิดมีขนสีน้ำตาล หรือ เทา ส่วนที่มีสีฉูดฉาดอยู่บ้างก็เป็นหนังเปลือย เช่น หนังบริเวณคอ หนังขอบตา แต่สีเหลืองสดจัดจ้านที่ปรากฎบนส่วนขนสีขาว

หรือบริเวณปากและโหนกของนกกก นกเงือกหัวแรด และนกชนหินนั้น มาจากสีของน้ำมันที่นกทาและแต่งแต้มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง พวกมันรู้จักใช้ “เครื่องสำอาง” น้ำมันนี้ผลิตโดยต่อมน้ำมัน ซึ่งอยู่บนโคนหาง อันที่จริงนกใช้น้ำมันทาขนเพื่อรักษาสภาพของขน เพื่อความสวยงามนั้นเอง

บทบาทเด่นของนกเงือกในระบบนิเวศป่าคือ สามารถช่วยกระจายพันธุ์ไม้กว่า 200 ชนิดที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากพฤติกรรมการเลือกกินผลไม้ที่สุก และนำพาเมล็ดไปทิ้งในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นตัวช่วยปลูกป่าและปลูกแหล่งอาหาร ทั้งของนกเงือกและสัตว์ป่าอื่นๆและยังรักษาความหลากหลายของพืชและสัตว์

จึงจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นร่มเงาให้กับสัตว์ชนิดอื่น (Umbrella species) ทำให้สังคมพืชเกิดความสมดุล และช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลงและหนูเป็นต้น จากความสัมพันธ์ของนกเงือกมีความอ่อนไหวต่อพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเหมาะที่จะจัดนกเงือกเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า(Indicator species) แต่ละแบบได้อีกด้วย

นกเงือก

ลักษณะทั่วไปของ นกเงือก (Hornbill)

นกเงือก มีลักษณะที่สำคัญ คือ มีปากขนาดใหญ่โค้ง มี โหนก (Casque) ประดับเหนือปากยกเว้นนกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill) ที่ไม่มีโหนก ลักษณะของโหนก เป็นโพรงมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำอยู่ภายใน แต่โหนกของนกชนหิน (Helmeted Hornbill) นั้นกว่าครึ่งความยาวของโหนกตันดุจเดียวกับงาช้าง

โหนกของนกเงือกมีขนาดและรูปร่างหลากหลาย บ้างก็มีขนาดใหญ่ แบน กว้าง ดังโหนกของนกกก บ้างก็มีรูปทรงกระบอก ทอดนอนตามความยาวของจงอยปาก

มีปลายงอนดูคล้ายกับนอของแรด ดังโหนกของนกเงือกหัวแรด อันเป็นที่มาของชื่อ Hornbill บางชนิดมีโหนกขนาดเล็ก เป็นลอนดูคล้ายฟันกรามของช้าง เช่น โหนกของนกเงือกกรามช้าง (Wreathed Hornbill) นกเงือกเป็นนกที่บินเสียงดังมาก โดยเฉพาะนกเงือกขนาดใหญ่

เช่น นกกก นกเงือกกรามช้าง เพราะด้านใต้ปีกของนกเงือกไม่มีขนปกคลุม (Underwing coverts) เมื่อกระพือปีกแต่ละครั้งอากาศจะผ่านช่องว่างโคนขนปีกจึงเกิดเสียงดัง โดยลักษณะทั่วไปของนกเงือกมีดังนี้

ปากและหัว

ปากของนกเงือกส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่มาก ที่โดดเด่นก็คือ “โหนก” หรือ แคสค์ (Casque) ที่อยู่เหนือปาก ที่มีอยู่ในนกเงือกที่พบในเมืองไทยแทบทุกชนิด นกเงือกที่ส่วนใหญ่รู้จักคือ นกกก มีโหนกเหนือปากใหญ่มาก ตรงกลางบุ๋มต่ำลงทำให้ดูคล้ายว่ามันมีเขาสองเขาเล็กๆอยู่เหนือปาก นี่แหละที่ทำให้ได้ชื่อชนิดว่า bicornis แปลว่า “มีสองเขา” และเนื่องจากโหนกที่ดูมีขนาดใหญ่นั้นทำให้มันดูเหมือนหนัก

แต่ที่จริงแล้วโหนกใหญ่ๆนั้นมีลักษณะเป็นรูพรุนมีน้ำหนักเบา ยกเว้นโหนกของ “นกชนหิน” ที่โหนกมีลักษณะเหมือนงาช้าง นอกจากนี้นกเงือกก็ยังมีตัวช่วยในการประคองปาก และโหนกใหญ่ๆนี้ก็คือกระดูกคอตอนบน มีอยู่คู่หนึ่งที่เชื่อมต่อติดกัน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับนกเงือก และสามารถรับน้ำหนักปากและโหนกได้เป็นอย่างดี

ประวัตินกเงือก

โหนกบอกอายุ

โหนกเหนือปากของนกเงือกกรามช้างหยักเป็นลอนในช่วงที่นกมีอายุ 5-6 ปีแรก สามารถนับจำนวนอายุจากจำนวนลอนนี้ได้ เมื่ออายุมากขึ้นลอนนี้ก็จะค่อยๆหลุดไป ถึงจะมีการสร้างหยักลอนขึ้นใหม่แต่ก็ไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นตามอายุ

ปีก

เมื่อนกเงือกบิน จะได้ยินเสียง “ฟิ่บๆๆๆ” ตามจังหวะการกระพือปีก เนื่องจากนกเงือกไม่มีขนอ่อนคลุมใต้ปีกทำให้ลมพัดผ่านโคนขนปลายปีกจึงเกิดเสียงดัง

ขา

นกเงือกมีขาสั้น เดินไม่เก่ง ได้แต่กระโดดไปมา เวลาจะบินมักจะใช้วิธีกระโดดลงมา แล้วค่อยกระพือปีกบิน

ปีกสีเหลืองของนกเงือก

นกกกมีวิธีบำรุงเส้นขนของตัวเองให้เงางามอยู่เสมอ มันจะใช้ปากจุ่มต่อมน้ำมันสีเหลืองใสที่โคนหางแล้วป้ายไปตามลำคอตามขนปีกทำให้ขนสีขาวๆกลายเป็นสีเหลืองอ่อนรวมทั้งทำให้ปากของมันกลายเป็นสีเหลืองไปด้วย ซึ่งถ้าเป็นสีของขนจริงๆ จะเป็นสีขาว

นกเงือกในประเทศไทย

ฤดูผสมพันธุ์

นกเงือกส่วนใหญ่เริ่มจับคู่ในช่วงปลายปี ผสมพันธุ์และตัวเมียขังตัวเองอยู่ในโพรงไม้ เพื่อวางไข่และเลี้ยงลูกในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน จะรวมฝูงกันในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงราวเดือนพฤศจิกายน นกเงือกกรามช้างปากเรียบ และนกเงือกกรามช้างจะรวมฝูงกันจำนวนมาก บางครั้งมากถึง 2,000 ตัวด้วยกัน

การเลี้ยงลูก

นกเงือกจะออกไข่ครั้งละ 1-3 ฟอง แต่สำหรับนกเงือกขนาดใหญ่ เช่น นกกก นกเงือกหัวแรด นกชนหิน นกเงือกกรามช้าง มักจะเลี้ยงลูกให้รอดเพียงตัวเดียวเท่านั้น ลูกนกตัวอื่นๆ ที่ฟักออกมากจะตายก่อนที่ได้ออกจากรัง ส่วนนกเงือกที่มีผู้ช่วยในการหาอาหารมาป้อน อย่างเช่น นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกปากดำ

มักจะเลี้ยงลูกได้มากอาจจะสองหรือสามตัว ระหว่างที่แม่นกอยู่ภายในก็จะผลัดขนปีกและขนหางจนหมด เหลือแต่ตัวล่อนจ้อน ช่วงนี้ถ้าพ่อนกหายไปไม่มาป้อนอาหาร แม่นกและลูกนกก็จะอดตายอยู่ภายในรังเป็นเรื่องเศร้าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว นอกจากพ่อนกจะถูกทำร้ายขณะไปหาอาหารจนกระทั่งเสียชีวิตหรือถูกคนจับไป

อาหารของนกเงือก

อาหารของนกเงือกมีอยู่ 2 ประเภทคือ

1.จำพวกผลไม้

ผลไม้ป่า ที่เป็นอาหารของนกเงือกในธรรมชาตินั้นมีอยู่หลายชนิด แต่ผลไม้ที่เป็นอาหารหลักของนกเงือกคือ ผลไม้สกุลไทร (Ficus sp.) โดยเฉพาะไทรพัน (Strangling fig) เพราะเป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด และผลนิ่ม ไม่มียาง ไทรแต่ละชนิดมักมีผลสุกต่างกัน และออกผลต่อเนื่องกันไปตลอดปี ผลไม้ป่าที่เป็นอาหารของนกเงือก ได้แก่

  • มะพร้าวนกกก
  • ตาเสือ
  • ค้อ
  • ไทร
  • มะหาด
  • มะหลอด
  • มาง
  • พญาไม้
  • พิพวน
  • ยางโอน
  • พญาไม้
  • เลือดใหญ่

นกเงือกมีประโยชน์อย่างไร2.จำพวกสัตว์

อาหารจำพวกสัตว์ที่เป็นอาหารของนกเงือกส่วนมากเป็นเพียงอาหารเสริมที่มีความจำเป็นเพื่อช่วยเสริมการเจริญเติบโตโดยเฉพาะในลูกนกที่ต้องการอาหารจำพวกโปรตีน และแคลเซียมสูง ความหลากหลายของอาหารเหล่านี้

  • จักจั่น
  • ด้วงเขี้ยวสั้น
  • แมงป่อง
  • งูเขียว
  • ด้วงหนวดยาว
  • ไข่และลูกนก
  • นกโพระดก
  • กิ้งกือ
  • ตะขาบ
  • ตั๊กแตนกิ่งไม้
  • ตั๊กแตนหนวดยาว
  • หนู
  • จิ้งเหลน
  • หอยทาก

อาหารของนกเงือก

การทำรัง

อุปนิสัยในการทำรังของนกเงือกเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของนกในวงศ์นี้ ( Bucerotidae ) คือทำรังในโพรงไม้ แต่มันจะไม่สามารถเจาะรังได้เองอย่างนกหัวขวาน แต่จะเสาะหาโพรงที่มีอยู่โดยธรรมชาติหรือที่มีสัตว์อื่นทำให้เกิดขึ้น ที่แปลกคือไม่เพียงแต่เข้าไปอยู่ในโพรง นกเงือกตัวเมียยังปิดปากโพรงด้วยวัสดุต่าง ๆ

อันได้แก่ มูลของมันเอง เศษไม้ ดิน เป็นต้น ผสมกันพอกปากโพรงให้เล็กลงจนเหลือเพียงช่องแคบ ๆ เพียงพอที่พ่อนกจะส่งอาหารผ่านด้วยจงอยปาก นกเงือกตัวเมียจะออกไข่ ฟักไข่ และเลี้ยงลูกอยู่ภายในโพรงจนกว่าลูกนกจะโตพอที่จะบินได้จึงจะกระเทาะปากโพรงออกมา ซึ่งกินเวลาประมาณ 3-4 เดือน

โพรงรังของนกเงือกโดยขนาดของต้นไม้ที่มีโพรงใหญ่พอ หากวัดที่ระดับความสูงของหน้าอกคนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางตกราว ๆ 1 เมตร ปากโพรงจะต้องไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไปขนาดพอดี ก็ตกราว 20 x 12 ซม.ความสูงของเพดานรังกว่า 1 เมตรขึ้นไปพื้นโพรงรังต้องไม่ลึกต่ำกว่าขอบประตูล่างมากนัก ความกว้างภายในโพรงใหญ่พอก็ประมาณ 50 x 40 ซม.

สถานภาพ

สถานภาพปัจจุบันของนกเงือก เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย โดยนกเงือกทุกชนิดในประเทศ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และมีการศึกษา วิจัย และอนุรักษ์นกเงือกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521