วันนี้เจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ สมัน ,เนื้อสมัน ,กวางเขาสุ่ม (Cervus schomburki) เป็นสัตว์จำพวกกวางที่มีกีบเท้าเป็นกีบคู่ เท้าแต่ละข้างมีนิ้วเท้าเจริญดี 2 นิ้ว พัฒนารูปร่างเป็นกีบเท้าแข็งขนาดใหญ่เท่าๆ กัน 2 กีบ กระเพาะพักเพื่อย่อยอาหารจำพวกพืชโดยเฉพาะมีต่อมน้ำตาเป็นแอ่งที่หัวตา ไม่มีถุงน้ำดี และที่สำคัญคือ

มีเขาบนหัวที่เรียกว่า เขากวาง เฉพาะในตัวผู้ลักษณะของเขาสวยงามมาก มีรูปร่างและเขาที่สวยงาม มีขนตามตัวเรียบเป็นมัน ยาว และหยาบ สีขนลำตัวมี สีน้ำตาลเข้มเรียบเป็นมัน เขาสมันมีลักษณะสวยงาม เป็นเขาแบบกวางมีขนาดใหญ่และแตกกิ่งก้านออกหลายแขนง

สมัน ,เนื้อสมัน ,กวางเขาสุ่ม

ลักษณะทั่วไปของ สมัน , เนื้อสมัน , กวางเขาสุ่ม (Cervus schomburki)

สมันเป็นกวางขนาดกลาง มีเขาสวยงามมากจนได้ชื่อว่าเป็นกวางที่สวยงามที่สุดชนิดหนึ่งของโลก น้ำหนัก 100-120 กิโลกรัมมีความยาวลำตัว 180 เซนติเมตร ความสูงหัวไหล่ 104 เซนติเมตร หางยาว 10 เซนติเมตร ขนหยาบสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างลำตัวและบริเวณแก้มจางกว่า บริเวณจมูกสีเข้มหรือสีดำ สีบริเวณขาและหน้าผากค่อนข้างอมแดง ใต้หางสีขาว ขนแผงคอยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

เขาสมันมีลักษณะตีวงกว้าง โค้ง และแตกกิ่งมาก ดูเหมือนสุ่มหงาย สวยงาม จึงมีชื่ออีกชื่อว่า “กวางเขาสุ่ม” กิ่งรับหมา (brow tine) ยาวและชี้มาด้านหน้าเป็นมุม 60 องศากับใบหน้า กิ่งอื่นยาวกิ่งละประมาณ 30 เซนติเมตร ลำเขา (beam) ตั้งฉากกับกิ่งรับหมา ความยาวประมาณ 12 เซนติเมตร การแตกกิ่งมักจะแตกออกเป็นสองกิ่งเสมอ โดยเฉลี่ยเขาแต่ละข้างมีจำนวนกิ่งทั้งสิ้น 8-9 กิ่ง ความยาวเฉลี่ยของเขา 65 เซนติเมตร เคยมีบันทึกว่ามีสมันที่เขาแตกกิ่งมากถึง 33 กิ่ง

เขาสมัน

สมันตัวเมียไม่มีเขา และลักษณะคล้ายละมั่งมาก ชาวบ้านบางท้องที่จึงมีความเชื่อว่าสมันมีเฉพาะตัวผู้เท่านั้น และเมื่อสมันตัวผู้ผสมพันธุ์กับละมั่งจะให้ลูกเป็นสมันหรือละมั่งก็ได้ สมันอยู่กันเป็นฝูงเล็ก ประกอบด้วยตัวผู้เต็มวัยหนึ่งตัว ที่เหลือคือเหล่าตัวเมียและลูกกวาง ตอนกลางวันสมันมักหลับพักผ่อนอยู่ในร่มไม้หรือดงหญ้าสูง

ออกหากินเวลาเย็นจนถึงรุ่งเช้า อาหารหลักคือหญ้า ชอบอยู่ในป่าโปร่งหรือทุ่งหญ้าน้ำแฉะ ไม่ชอบป่าทึบ เมื่อฤดูน้ำหลาก สมันจึงต้องหนีไปอยู่บนเนินที่น้ำท่วมไม่ถึงซึ่งกลายเป็นเกาะกลางทุ่ง ในช่วงนี้จึงตกเป็นเป้าของพรานได้ง่าย

สมันเป็นสัตว์สัญชาติไทยโดยแท้จริง เพราะพบได้ในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น กระจายพันธุ์อยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สมุทรปราการขึ้นไปจนถึงสุโขทัย ตะวันออกสุดถึงจังหวัดนครนายกและฉะเชิงเทรา ทางตะวันตกพบถึงสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี

อาหารของสมัน

การแพร่กระจาย

สมัยก่อนมีชุกชุมมากในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้วโดยมีรายงานการพบสมันในธรรมชาติครั้งสุดท้ายเมื่อพฤศจิกายน พ.ศ.2475 จึงกล่าวได้ว่าสมันเป็นสัตว์พื้นเมืองเฉพาะถิ่นของประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก

นิเวศวิทยา

สมันอาศัยเฉพาะในทุ่งโล่ง หากินหญ้าตามท้องทุ่งโล่งใกล้แม่น้ำ หรือ ที่ราบลุ่มริมน้ำ และมักอาศัยรวมถิ่นปะปนกับเนื้อทราย มันมีกิ่งก้านเขาซึ่งบานเป็นสุ่ม ทำให้สมันไม่สามารถมุดลอดได้เพราะกิ่งก้านเขาจะขัดหรือเกี่ยวพันกับกิ่งเถาวัลย์ ทำให้พวกพรานล้อมไล่ฆ่าอย่างง่ายดาย

การล่าและการบุกรุกของมนุษย์

จากการล่าและการบุกรุกพื้นที่ของมนุษย์เพื่อเปลี่ยนทุ่งหญ้าธรรมชาติมาเป็นไร่นา ทำให้ประชากรสมันลดจำนวนลงจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในปี พ.ศ.2475 มีบันทึกว่าสมันตัวสุดท้ายในธรรมชาติอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวผู้ที่มีเขาสวยงาม ถูกยิงตายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้นจึงเหลือเพียงสมันในกรงเลี้ยงเท่านั้น แต่น่าเศร้าที่การเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงทำไม่สำเร็จ จึงไม่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นได้อีก

สมันตัวสุดท้ายในโลกเป็นสมันตัวผู้ที่เลี้ยงอยู่ในวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร แม้กระนั้นก็ไม่ได้ตายอย่างสงบ เพราะถูกชายขี้เมาคนหนึ่งตีตายในปี 2481 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นสมันอีกเลย แม้จะมีข่าวลือว่าพบสมันอีกในที่ต่าง ๆ แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ ซากที่สมบูรณ์ของสมันมีเพียงซากเดียวเท่านั้น เก็บอยู่ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นซากของสมันตัวที่อาศัยอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์

สาเหตุที่ เนื้อสมัน สูญพันธุ์

สถานภาพ

สมันได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยและจากโลก มาแล้ว (พ.ศ.2481) จากการจัดสถานภาพโดย IUCN (2004) สมันมีสถานภาพเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ (Extinct) ปัจจุบันสมันยังมีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เนื่องจากการคุ้มครองมีผลไปถึงซากด้วย

สมัน เป็นกวางพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พบเพียงแห่งเดียวในโลก ในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทยแต่ปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือไว้เพียงซากเขาที่สวยงาม แต่ก็มีอยู่ในประเทศไทยน้อยชิ้น เนื่องจากถูกชาวต่างชาติ ที่รู้ถึงคุณค่า กว้านซื้อไปเก็บสะสมในพิพิธภัณฑ์เป็นจำนวนมากมี่เหลือส่วนหนึ่ง ได้ถูกทำลายโดยผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ทำเป็นด้ามมีด หรือบดทำยาจีน

ปัจจัยคุกคาม

สาเหตุของการสูญพันธุ์ของสมัน เนื่องจากประเทศไทยได้เปิดติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในปี ค.ศ.1850 (พ.ศ.2393) และข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญทำให้คนไทยตื่นตัวกับการทำนา จึงขึ้นไปจับจองที่ดินทำนากันเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของสมันและเกิดการฆ่าสมันในแถบนั้นหมดภายในไม่กี่ปี

ส่วนสมันที่เหลืออยู่ตามที่ห่างไกลจะถูกล่าอย่างหนักในฤดูน้ำหลากท่วมท้องทุ่งซึ่งสมันจะหนีน้ำขึ้นไปอยู่รวมกันบนที่ดอนทำให้พวกพรานไล่ฆ่าอย่างง่ายดาย ก่อนหน้าที่สมันจะสูญพันธุ์ มีความพยายามจากจากชาวต่างชาติในการจับมาเพาะเลี้ยง แต่ก็ล้มเหลวเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ของไทยไม่ให้ความร่วมมือและไม่ให้ความสำคัญ